เรียบเรียงโดย คุณครูอุษณีย์ เวชกามา

                ตำบลส้มผ่อ อำเภอไทยเจริญ  จังหวัดยโสธร ในปัจจุบันแบ่งเขตการปกครองออกเป็น ทั้งหมด ๘ หมู่บ้าน แต่ในที่นี้จะกล่าวถึง หมู่บ้านเพียง ๔ หมู่บ้าน อันได้แก่ หมู่ที่ ๑ บ้านส้มผ่อ  หมู่ที่ ๒ บ้านนาเงิน หมู่ที่ ๔ บ้านศรีชุมพร  และหมู่ที่ ๘  บ้านทุ่งเศรษฐี  ซึ่งมีแนวเขตหมู่บ้านติดกัน แต่ก่อนเป็นเพียงหมู่บ้านเดียว คือหมู่ที่ ๑ บ้านส้มผ่อ แม้ปัจจุบันจะแบ่งเป็นหลายหมู่บ้านแต่การทำกิจกรรมของส่วนรวมยังคงทำร่วมกันทุกกิจกรรม โดยเฉพาะงานด้านประเพณีวัฒนธรรมบุญเดือนหก ยังคงสืบทอดกระบวนการปฏิบัติตามขั้นตอนของพิธีกรรมต่างๆ อย่างครบถ้วน  แต่ไม่จริงจังอย่างเช่นเมื่อก่อน  เช่น การแต่งกายเปลี่ยนแปลงไป   พิธีกรรมต่างๆ จะทำอย่างรวบรัด ภาษาพูดเปลี่ยนแปลงไป มีความขัดแย้งไม่เข้าใจ และไม่ยอมรับในความเป็นผู้นำทางด้านวัฒนธรรม ความเป็นเอกลักษณ์ค่อยๆหายไป ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเสียดาย ส่วนวิถีชีวิต ความเป็นอยู่  การทำมาหากิน ก็เปลี่ยนแปลงไปเช่นกัน คนหนุ่มสาวออกทำงานยังต่างถิ่น ส่วนมากมีการศึกษาน้อย แหล่งน้ำหลายแห่งแห้งเหือดไป  ต้นไม้ใหญ่ไม่มีให้เห็น  การทำเกษตรกรรมไม่พอเพียงสำหรับครอบครัว ไม่มีพืชเศรษฐกิจ มีคนถิ่นอื่นเข้ามาในชุมชนมากขึ้น   มีการพนันเกิดขึ้นหลายรูปแบบ  คนในชุมชนส่วนหนึ่งมีอาชีพเล่นการพนัน

                  ข้าพเจ้าซึ่งเป็นคนในชุมชน มีอาชีพรับราชการครู  มีโอกาสเข้าร่วมกิจกรรมของชุมชนเกือบทุกกิจกรรม  ได้มองเห็นความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวมาเรื่อย ๆ ด้วยความเป็นห่วงกิจกรรมต่าง ๆจะหายไป   จึงคิดหาแนวทางว่าทำอย่างไรชุมชนตำบลส้มผ่อ ทั้ง ๔ หมู่บ้าน จะ มีความภาคภูมิใจและเต็มใจที่จะสืบทอดวัฒนธรรมอันเก่าแก่ที่เป็นเอกลักษณ์ของตนเองอย่างจริงจัง และยั่งยืน ซึ่งเอกลักษณ์ดังกล่าวมีหลายอย่าง เช่น ภาษาพูด  การแต่งกาย  การทำมาหากิน  ระเบียบประเพณี วัฒนธรรม  พืชสมุนไพร การช่างฝีมือ การประดิษฐ์สิ่งของเครื่องใช้ ซึ่งเป็นของบรรพบุรุษ เช่น เครื่องทรงช้าง และม้าของเจ้าเมือง  อาวุธต่าง ๆ เช่น หอก ดาบ สามง่าม  เป็นต้น งานจักสานต่าง ๆ เครื่องใช้เหล่านี้ค่อย ๆ หายไป ปัจจุบันยังคงเหลือเพียงไม่กี่ชิ้น ถ้าหากคนในชุมชนละเลย ไม่สนใจ  ไม่เต็มใจที่จะปฏิบัติการสืบทอดอย่างจริงจัง ในอนาคตสิ่งเหล่านี้ก็คงเป็นเพียงเรื่องเล่าเท่านั้น ข้าพเจ้าจึงคิดว่า ทุกคน ทุกฝ่าย ทุกหน่วยงานของชุมชนควรให้ร่วมมือร่วมใจกัน รณรงค์   สร้างสรรค์  สืบทอดวัฒนธรรมดังกล่าวให้ยั่งยืน

ประวัติความเป็นมา

         เมื่อประมาณ พ.ศ.  ๒๓๐๐  มีบุคคลกลุ่มต่าง ๆ  ๑๘  กลุ่ม  มีทั้งฝ่ายไพล่พล ทหาร พรรคพวก ญาติพี่น้อง และพลเมืองทั่วไปมากบ้างน้อยบ้างแล้วแต่จะรวมกลุ่มกันได้ คนส่วนใหญ่อพยพมาฝั่งลาวและลุ่มแม่น้ำโขง ในครั่งนั้นภัยสงครามเป็นต้นเหตุของการอพยพ ข้ามแม่น้ำโขงสู่แดนอีสานเพื่อแสวงหาสิ่งที่ดีกว่าเดิม

          หนึ่งในจำนวน ๑๘ กลุ่มดังกล่าว มีกลุ่มท้าวสุริยะเป็นกลุ่มที่ใหญ่กลุ่มหนึ่ง  ท้าวสุริยะเป็นผู้นำขบวนทัพใหญ่ มีพลช้าง พลม้า พลทหารถือศาสตราวุธ เช่น หอก ดาบ ง้าว เป็นต้น และยังมีพลเมืองผู้ติดตามอีกมากมาย เล่ากันว่ากลุ่มนี้มาจากเมืองน้ำเนา ประเทศลาว ได้อพยพข้ามลำน้ำโขงมาเรื่อย ๆ จนมาถึงบริเวณป่าไม้ซึ่งมีต้นข่อย (คนในชุมชนเรียกว่าต้นส้มผ่อ ) อยู่มากมายเต็มบริเวณ และรอบ ๆ ป่าจะมีลำน้ำอยู่ ๓ ด้าน  กล่าวคือ ทิศเหนือมีหนองน้ำชื่อ หนองแคน ทิศตะวันออกมีลำห้วยกุดตาโว ทิศตะวันตกมีลำห้วยเต่า ด้านทิศใต้มีห้วยลำโพง และจะมีหนองน้ำขนาดใหญ่ เรียกชื่อว่า หนองขร้า หัวหน้ากลุ่มเห็นว่าเป็นพื้นที่ที่อุดมสมบูรณ์  จึงได้ตกลงหยุดพัก สร้างที่พักและตั้งถิ่นฐานบ้านเรือนอยู่ที่นั่น และตั้งชื่อหมู่บ้านว่า “บ้านส้มผ่อ”มีวัด ชื่อ วัดโพธิ์ศรี  “บ้านนาสาน”  มีวัดชื่อ วัดป่านาสาน

         ทุกฝ่ายได้ร่วมกันสร้างบ้านแปลงเมืองทำมาหาเลี้ยงชีพเรื่อยมาอย่างสงบสุข จากชุมชนเล็ก ๆ ขยายบ้านเรือนออกเป็นชุมชนใหญ่ และได้จัดตั้งเป็นหัวเมืองในกาลต่อมา กล่าวขานนามว่า “เมืองชุมพร”

           ปี พ.ศ. ๒๓๒๐ ท้าวสุริยะได้รับแต่งตั้งเป็นผู้นำ ครองเมืองชุมพรเป็นคนแรก ในทุกปีได้ส่งส่วยส่งบั้งหรือเครื่องราชบรรณาการให้แก่เมืองหลวงเรื่อยมาโดยไปส่งที่จังหวัดโคราช

           ในกาลต่อมาสมเด็จกรมพระยาดำรงราชนุภาพ ได้เสด็จไปตรวจราชการจากเมืองหนองสูง คำชะอี  มุกดาหาร ต้องเดินทางผ่านเมืองชุมพร และได้ประทับอยู่ที่นี่ ๒ วัน ๒ คืน  ณ ที่พลับพลาที่ประทับ (ภาษาถิ่น เรียก “ตุบผาม” ) ที่สร้างขึ้นใหม่เพื่อการนี้โดยเฉพาะ ปัจจุบันบริเวณนี้เป็นที่สาธารณะของชุมชน  (อยู่ทางทิศใต้ของหมู่บ้าน )  หลังจากนั้นได้เสด็จไปยังบ้านสิงห์ท่า หรือเมืองยศสุนทร (ปัจจุบันคือจังหวัดยโสธร) เส้นทางที่เสด็จไปมาดังกล่าว เรียกนามว่า “เส้นทางเจ้าเสด็จ” จากเมืองยโสธรถึงเมืองมุกดาหาร

ทุก ๆ ปี เจ้าสุริยะเจ้าเมืองชุมพรพร้อมด้วยไพร่พลทหารเดินทางผ่านบ้านสิงห์ท่า และได้ร่วมเดินทางไปส่งเครื่องราชบรรณาการพร้อมกับขบวนเจ้าเมืองยศสุนทรเป็นประจำ จนเป็นพระสหายกัน  ครั้นต่อมาเจ้าพระยาสุริยะติดการพนัน ไม่ได้ไปส่งเงินภาษีด้วยตนเอง แต่ได้ฝากเงินภาษีไปกับเจ้าเมืองมุกดาหาร เจ้าเมืองมุกดาหารได้นำเงินภาษีดังกล่าวไปทำอย่างอื่น ด้วยเหตุนี้จึงได้เกิดเรื่องถึงโรงถึงศาลและสู้คดีกัน

            ปี พ.ศ. ๒๓๒๕ ขึ้น ๑๕  ค่ำ เดือน ๑๑ ซึ่งเป็นวันทำบุญออกพรรษา  ณ วัดโพธิ์ศรีบ้านส้มผ่อ  ในขณะที่เจ้าพระยาสุริยะ กำลังนั่งฟังพระธรรมเทศนาเรื่อง “ท้าวหน้าผากไกลกระหง่อนด้น” อยู่นั้น  เจ้าชัยกุมารซึ่งเป็นพระเจ้าองค์หลวง ได้รับคำสั่งจากเมืองหลวง สมัยรัชกาลที่ ๑  ให้มาจับกุมตัวเจ้าพระยาสุริยะ พร้อมกับอำมาตย์ ฝ่ายซ้าย คือ ท้าวกิจติกา อำมาตย์ฝ่ายขวาคือ ท้าวกิจติลาด ด้วยเครื่องจองจำ  ชาวบ้านจำเหตุการณ์อันเศร้าสลดนั้นได้ดี

          กาลเวลาผ่านไป ทางฝ่ายเมืองหลวงได้ปล่อยตัวอำมาตย์คนสนิทฝ่ายขวา คือ ท้าวกิจติลาด ให้กลับมาแจ้งข่าวว่า เจ้าพระยาสุริยะ ได้ถึงแก่อนิจกรรม (ตาย ) แล้ว ด้วยโรคท้องร่วง  ส่วนอำมาตย์ฝ่ายซ้ายคือ ท้าวกิจติกา ไม่ทราบว่าอยู่ที่ใด กล่าวขานกันว่าไปเป็นเจ้าเมืองเขมราช (จากคำบอกเล่าตามตัวของท้าวกิจติลาดยังมีร่องรอยของการถูกทำโทษ เฆี่ยนตีด้วยแส้หวายและโซ่ตรวน )  เมื่อไพร่พลทุกคนทราบเรื่องก็ได้ตกลงกันนำขบวน พลมาตย์ พลช้าง พลม้า ไปนำศพของเจ้าพระยาสุริยะ กลับบ้านใช้เวลาเดินทางไปกลับ ๗ วัน  จึงมาถึงเมืองชุมพร แล้วจัดทำพิธีทางศาสนาต่อไป หลังจากเสร็จพิธีต่าง ๆ แล้วพวกไพร่พลเมืองก็ได้สร้างหอ(ศาล)เจ้าปู่ขึ้นที่กลางหมู่บ้านและแบ่งเขตบริเวณเพื่อเป็นดอนปู่ตา(อยู่ทางทิศตะวันออกของหมู่บ้าน) และทำพิธีอัญเชิญดวงวิญญาณของเจ้าพระยาสุริยะให้สิงสถิตย์อยู่ณ ที่นั้น ตลอดมา จากอดีตจนถึงปัจจุบันชาวบ้านทั้งหลายยังมีความเชื่อและให้ความเคารพยำเกรงสถานที่หอเจ้าปู่และดอนปู่ตาอย่างไม่เสื่อมคลาย

           จากนั้นเป็นต้นมาเมืองชุมพรก็ไม่มีเจ้าเมืองอีก คงมีแต่เจ้าแพงศรีแพงเมืองอัครมเหสีของเจ้าพระยาสุริยะเป็นผู้ครองเมืองชุมพรสืบต่อมา หอ(ศาล)เจ้าแพงศรีแพงเมืองอยู่ทางด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือของหมู่บ้าน

เมื่อขาดผู้นำการพัฒนาบ้านเมืองไม่ต่อเนื่อง ประชาชนขาดขวัญและกำลังใจ เมืองชุมพรกลายเป็นสภาพเมืองเก่า และเป็นตำบลส้มผ่อในกาลต่อมา

          เมื่อถึงสมัยสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๖ ) พระองค์ตรากฎหมายให้มีนามสกุล ลูกหลานญาติพี่น้อง ทหารฝ่ายต่าง ๆ ของอดีตเจ้าเมืองชุมพรได้จับกลุ่มเพื่อใช้นามสกุล แยกได้เป็น ๔ ตระกูลดังนี้

           ๑. ทัพแสง เป็นนามสกุลพระราชทานให้กับแม่ทัพมีผู้นำชื่อว่า แสงเป็นผู้มีอำนาจ บารมี

           ๒. บุตรอำคา เป็นนามสกุลของกลุ่มไพร่พลที่เป็นลุกหลาน มีหน้าที่เก็บบำรุงรักษาอาวุธยุทโธปกรณ์ต่าง ๆ

           ๓. พลมาตย์ เป็นนามสกุลกลุ่มเสนาอำมาตย์ ทหารผู้เก่งกล้า เลี้ยงช้างเลี้ยงม้า และเก็บรักษาเครื่องทรงช้างทรงม้า

           ๔. วรสาร เป็นนามสกุลกลุ่มทหารฝ่ายทูต ฝ่ายรับส่งข่าวสาร ข่าวด่วน ข่าวเร็วใกล้ ไกล

           สี่ตระกูลหรือสี่นามสกุลนี้ ถือว่าเป็นกลุ่มเชื้อสายเลือด ข้าราชบริพาร ของอดีตเจ้าเมืองชุมพร เมื่อถึงงานประเพณี เรียกว่าบุญเดือนหก หรือบุญบั้งไฟอยู่ในช่วงกลางเดือนมิถุนายน ของทุกปี ชุมชนจะจัดให้มีการบวชรวมกัน ๒๐ – ๔๐ คน  ผู้ที่เป็นเจ้าภาพจะทำกิจกรรมทุกอย่างร่วมกัน เช่นการสู่ขวัญนาค ขวนแห่นาค ขบวนแห่กองบุญ  ซึ่งในการทำร่วมกันนี้ วันรวมเวลาบ่าย ๓ โมง เจ้าภาพทุกคนจะต้อง จะนำกองบุญหรือกองบวช (ชาวบ้านเรียก “กองเม็ง”) มารวมกันที่บ้านเจ้าเมืองเก่า แต่ก่อนเรียกว่า วังพระยาเจ้าเมืองหรือ”เฮือนโฮง”  หรือ”เฮือนโฮม” ก็เรียก บ้านนี้จะสืบเชื้อสายของตระกูลบุตรอำคา เก็บอาวุธสงครามของเจ้าเมืองไว้ที่นี่ อาวุธที่ยังคงเหลืออยู่ คือ หอก ดาบ หลาว สามง่าม ด้ามของของอาวุธเหล่านี้ เป็นไม้เนื้อแข็ง แกะสลักเป็นลายปล้องอ้อย สวยงามเหมือนจริง แสดงให้เห็นถึงฝีมือด้านงานศิลปะของบรรพบุรุษ

           เมื่อเจ้าภาพมารวมกันทุกคนแล้ว ก็จะเคลื่อนขบวนกองเม็ง นำหน้าขบวนโดย กลุ่มตัวแทนขบวนเจ้าเมือง ประกอบด้วย ประกอบด้วย พ่อจ้ำ (ตัวแทนเจ้าปู่) พลช้าง พลม้า เสนาอำมาตย์ แบกอาวุธต่างๆ ที่มี สำหรับผู้ที่จะขี่ม้าได้จะต้องเป็นคนที่อยู่ในตระกูลพลมาตย์เท่านั้น ตามด้วยขบวนกองเม็ง วงมโหรีและผู้ร่วมงาน ขบวนดังกล่าวจะเป็นขบวนที่ใหญ่มาก เพราะว่าคนในชุมชนจะมาร่วมแห่ขบวนเกือบทุกหลังคาเรือน การเริ่มต้นแห่จะแห่มาจาก เฮือนโฮง  และนำกองเม็งนั้นมารวมกันไว้ที่ศาลาวัด กลางคืนมีมหรสพเฉลิมฉลองตลอดคืน  ในรุ่งเช้าต่อมา เจ้าภาพแต่ละคน จะนำนาคที่จะบวชมารวมกันที่เฮือนโฮงอีกครั้งหนึ่ง  เพื่อทำกิจกรรมสู่ขวัญนาคร่วมกัน เมื่อเสร็จพิธีสู่ขวัญนาคแล้ว ก็จะแห่ขบวนนาคเพื่อไปที่วัดเพื่อเตรียมบวชต่อไป (ในการแห่นาคจะตั้งขบวนเหมือนกันกับการแห่กองเม็งทุกประการ) แต่ก่อนจะบวชจะมีพิธีกรรมเอาชะตาหมู่บ้าน  โดยจะมีบุคคลกลุ่มหนึ่งประมาณ ๒๐ – ๓๐ คน แสดงบทบาทสมมติเป็นสัตว์ทั้ง ๑๒ ราศี เป็นผู้คน  ค้นหาสิ่งเลวร้ายที่ทำให้ชะตาบ้านเมืองไม่อยู่เย็นเป็นสุข ทำให้ฝนฟ้าตกไม่ถูกต้องตามฤดูกาล อุปกรณ์ที่ใช้ประกอบการแสดงบาทสมมติ   มี ตาข่ายขนาดใหญ่มาก เพื่อไว้ดักเสือ มีดพร้า และผู้ที่จะแสดงเป็นเสือจะต้องแต่งตัวให้เหมือนเสือ คือจะต้องมีขน ซึ่งทำมาฝ้ายที่ตัดมาจากเครือหูกและที่สำคัญต้องมีร่างกายแข็งแรง เพราะจะต้องถูกไล่ล่าจากลุ่มผู้คน และจะถูกจับได้ด้วยตาข่าย อาจจะทำให้ได้รับบาดเจ็บได้ เมื่อฆ่าเสือตาย ชาวบ้านทั้งหลายก็จะไปซื้อขนเสือมาทำเป็นฝ้ายผูกแขนให้อยู่เย็นเป็นสุขต่อไป 

              เมื่อเสร็จจากเอาชะตาบ้านเมืองเรียบร้อยแล้ว เจ้าภาพจึงนำนาคของตนไปที่โบสถ์เพื่อเตรียมบวชต่อไป  และคณะกรรมการหมู่บ้านที่รับผิดชอบบั้งไฟก็จะเริ่ม กิจกรรมการจุดบั้งไฟได้